เทรนด์การออกแบบที่เน้นสุขภาพและการใช้ชีวิต

เทรนด์ “Well-being Design” การออกแบบที่เน้นสุขภาพและการใช้ชีวิต

เจาะลึกเทรนด์ Well-being Design การออกแบบที่เน้นสุขภาพและการใช้ชีวิต

ในยุคที่ความเร่งรีบ และความเครียดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน หลาย ๆ คนจึงเริ่มตระหนักได้ว่า บ้านที่เราใช้ชีวิตและทำงานอยู่ทุกวันนั้น ส่งผลต่อสุขภาพกายและใจของเราเป็นอย่างมาก ทำให้เหล่านักออกแบบได้มองเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นในโลกของการออกแบบ นั่นก็คือ เทรนด์การออกแบบ "Well-being Design" (การออกแบบที่เน้นสุขภาพและการใช้ชีวิต) ที่เป็นมากกว่าแค่ความสวยงาม แต่เป็นการผสานหลักการทางวิทยาศาสตร์เข้ากับสุนทรียศาสตร์เพื่อสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกเกี่ยวกับเทรนด์นี้กันว่าคืออะไร และยกระดับชีวิตของเราได้อย่างไรบ้าง ไปดูกัน



เทรนด์ Well-being Design คืออะไร? มีความสำคัญอย่างไร

เทรนด์ Well-being Design คือปรัชญาการออกแบบที่มุ่งเน้นไปที่ผู้ใช้งานเป็นหลัก โดยมีหัวใจสำคัญคือการสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างแท้จริง ด้วยการผสมผสานองค์ประกอบจากธรรมชาติให้เข้ากับพื้นที่ที่เราใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้แสงธรรมชาติ (Biophilic Lighting) อากาศและคุณภาพเสียง พื้นที่สีเขียว รวมถึงการเลือกใช้วัสดุที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพด้วย ทั้งหมดนี้ เพื่อให้บ้านหรือพื้นที่ของเรา สร้างความรู้สึกปลอดภัย และอบอุ่นให้กับผู้อยู่อาศัย ซึ่งเรียกได้ว่า เทรนด์การออกแบบ “Well-being Design” คือการทำให้พื้นที่นั้นเป็นเครื่องมือ ที่ช่วยฟื้นฟู และเติมพลังให้กับผู้อยู่อาศัยนั่นเอง

และโดยเฉพาะในโลกยุคใหม่ ที่เต็มไปด้วยความเครียดเร่งรีบ ทำให้เราทุกคนต่างก็ต้องการ "พื้นที่ปลอดภัย" ที่แท้จริง ที่จะช่วยให้ร่างกายและจิตใจของเราได้พักผ่อน และพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในแต่ละวัน โดยข้อดีของเทรนด์การออกแบบ  Well-being Design มีดังนี้ 

  • ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวลที่สะสมมาตลอดวัน
  • ช่วยปรับสมดุลทางอารมณ์และส่งเสริมให้เรามีสมาธิมากขึ้น
  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การเรียนรู้ และการพักผ่อน
  • ช่วยสร้างความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย และอบอุ่นในระยะยาว

ดังนั้น การลงทุนในการออกแบบ Well-being จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อคุณภาพชีวิตของเราเอง


องค์ประกอบหลักของการออกแบบเพื่อสุขภาวะ (Well-being Design)

การออกแบบเพื่อสุขภาวะ หรือ Well-being Design เป็นการออกแบบที่อิงหลักวิทยาศาสตร์ และจิตวิทยา เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งผลดีต่อชีวิตประจำวันของเราอย่างแท้จริง ซึ่งมีองค์ประกอบหลักที่สำคัญที่เราต้องคำนึงถึง ดังนี้

1. แสงธรรมชาติ (The Power of Natural Light)

สำหรับมนุษย์แล้ว แสงธรรมชาติเปรียบเหมือนกับยาวิเศษในการออกแบบ เพราะแสงคือตัวควบคุมนาฬิกาชีวิตของมนุษย์ ดังนั้น การออกแบบให้พื้นที่มีการรับแสงธรรมชาติตลอดวันโดยจัดวางทิศทางอาคาร และช่องเปิดที่เหมาะสม จะช่วยให้แต่ละพื้นที่ได้รับแสงแดดในช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ เช่น แสงแดดยามเช้าที่ช่วยกระตุ้นความกระปรี้กระเปร่า และแสงแดดที่นุ่มนวลลงในยามบ่าย ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ล้วนเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกผ่อนคลาย และมีอารมณ์ที่คงที่ตลอดทั้งวัน

2. การระบายอากาศและคุณภาพอากาศ (Breathing Easy)

และอีกหนึ่งคุณสมบัติทางกายภาพที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ “อากาศที่เราหายใจ” เพราะการออกแบบที่ดีจะต้องเริ่มต้นจากการเลือกใช้วัสดุที่ไม่ปล่อยสารพิษ (Low-VOC) เพื่อป้องกันสารเคมีทำลายสุขภาพ และการติดตั้งระบบระบายอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อนำอากาศบริสุทธิ์เข้ามาหมุนเวียนอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคทางเดินหายใจเท่านั้น แต่ยังช่วยให้สมองปลอดโปร่ง และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดด้วย

3. พื้นที่สีเขียวและธรรมชาติ (Biophilic Design)

มนุษย์เรามีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติไม่ว่าจะในทิศทางไหนก็ตาม ทำให้การนำเอาธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ เช่น มุมมองที่เปิดกว้างสู่สวนภายนอก การจัดสวนแนวตั้งภายในอาคาร หรือการนำวัสดุจากธรรมชาติมาใช้ในงานออกแบบ จะช่วยลดระดับความเครียด และสร้างความรู้สึกสงบได้

4. เสียงและความเงียบ (The Comfort of Sound)

เสียงรบกวนที่ไม่พึงประสงค์เป็นตัวทำลายสุขภาพจิต และสมาธิได้อย่างร้ายแรง ดังนั้น การออกแบบภายในที่ดีจึงต้องมีการจัดการเรื่องเสียง ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุดูดซับเสียงที่เหมาะสม ไปจนถึงการจัดผังพื้นที่ เพื่อแยกพื้นที่ที่ต้องการความเงียบสงบออกจากพื้นที่กิจกรรมที่มีเสียงดัง เพื่อให้แต่ละพื้นที่ในบ้านมีบรรยากาศที่สมดุลกัน

5. ความยืดหยุ่นในการใช้งาน (Flexible Living)

เนื่องจากไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การออกแบบตกแต่งภายในของแต่ละพื้นที่จึงไม่ควรถูกตีกรอบตายตัว และควรปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานควบคุมพื้นที่ของตนเองได้อย่างเต็มที่ และตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตมากขึ้น


แนวโน้มของเทรนด์ Well-being Design ในอนาคต

หลังจากที่โลกของเราผ่านช่วงของการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของ COVID-19 ผู้คนทั่วโลกจึงต่างตระหนักถึงความสำคัญของบ้าน และพื้นที่ที่ตนเองใช้ชีวิตอยู่มากขึ้น ว่าส่งผลต่อสุขภาพและภูมิคุ้มกันของเราอย่างลึกซึ้งแค่ไหน ทำให้ในอนาคตข้างหน้า การออกแบบจะไม่ได้วัดกันแค่ที่ความสวยงามหรือฟังก์ชันการใช้งานแบบเดิม ๆ อีกแล้วครับ แต่จะกลายเป็นการบูรณาการสุขภาพเข้ากับการใช้ชีวิตอย่างเป็นองค์รวม (Holistic Health) หรือถ้าอธิบายอย่างง่าย ๆ ก็คือ พื้นที่ในบ้านจะกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการดูแลสุขภาพที่อยู่กับคุณไปตลอด 24 ชั่วโมงนั่นเอง


FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเทรนด์ Well-being Design

1. เทรนด์ Well-being Design คืออะไร และต่างจากการออกแบบทั่วไปอย่างไร?

เทรนด์นี้จะเป็นการออกแบบที่ยกระดับสุขภาพกายและจิตใจให้กับผู้อยู่อาศัย โดยเราไม่ได้เน้นแค่เรื่องของความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเน้นการปรับปรุงปัจจัยสำคัญต่าง ๆ เช่น คุณภาพอากาศ แสงสว่าง และเสียง ให้ดีต่อการใช้ชีวิตมากที่สุด

2. การออกแบบเรื่องแสงสว่าง มีผลต่อสุขภาพตามแนวคิด Well-being อย่างไร?

การใช้แสงที่ปรับเปลี่ยนความเข้มและสีตามธรรมชาติ จะช่วยควบคุมวงจรการนอนหลับ และการตื่นตัวของร่างกาย ทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกกระปรี้กระเปร่าในตอนกลางวัน และพักผ่อนได้ดีในตอนกลางคืน

3. ถ้าอยากให้บ้านมี Well-being ที่ดี ควรให้ความสำคัญกับอะไรเป็นพิเศษ?

ควรให้ความสำคัญกับคุณภาพอากาศภายใน โดยออกแบบให้มีการระบายอากาศที่ดี เลือกใช้วัสดุที่ดีต่อสุขภาพ ไม่มีสารพิษ และอาจติดตั้งระบบกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงเพิ่มเติม

4. นักออกแบบจะสร้างพื้นที่ที่ผ่อนคลายในบ้านได้อย่างไร?

โดยส่วนใหญ่แล้วในพื้นที่สำหรับผ่อนคลาย จะเน้นการควบคุมระดับเสียง และเลือกใช้โทนสีที่สงบและสบายตา เช่น การใช้วัสดุดูดซับเสียงในห้องนอน และเลือกใช้สีเอิร์ทโทน (Earth Tones) ที่ไม่กระตุ้นสายตา เพื่อส่งเสริมการพักผ่อนและการฟื้นฟูร่างกาย

5. เทรนด์ Well-being Design ต้องใช้งบประมาณสูงหรือไม่?

ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะงบประมาณจะขึ้นอยู่กับการเลือกวัสดุและการวางแผนที่เหมาะสม ดังนั้น การร่วมงานกับบริษัทออกแบบตกแต่งภายในที่มีประสบการณ์ และสามารถวางแผนงบประมาณได้อย่างมืออาชีพ จะช่วยควบคุมเรื่องของงบประมาณได้ดี


ออกแบบพื้นที่ที่ลงตัว เพื่อความสุขที่ยั่งยืน ปรึกษาบริษัทออกแบบตกแต่งภายในมืออาชีพได้ที่ MASTERTEXTURE

และสำหรับผู้อ่านที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเทรนด์ Well-being Design และต้องการแปลงพื้นที่ในบ้านให้กลายมาเป็นสวรรค์แห่งสุขภาพและความสุขอย่างแท้จริง ติดต่อมาหาเราได้เลยที่ MASTERTEXTURE บริษัทออกแบบตกแต่งภายใน ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสถาปัตยกรรม งาน ออกแบบตกแต่งภายใน และออกแบบรีโนเวท ที่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงหลักการของการสร้างสรรค์พื้นที่ที่ใส่ใจคุณภาพชีวิต (Well-being) เราพร้อมที่จะให้คำแนะนำอย่างละเอียดในทุกขั้นตอน เพื่อสร้างสรรค์พื้นที่อยู่อาศัย หรือพื้นที่ทำงานให้ออกมาตอบโจทย์การใช้ชีวิต สวยงาม และดีต่อสุขภาพไปพร้อม ๆ กัน