
การผสมผสานงานออกแบบภายในและภายนอก: แนวคิด “Inside-Out Design”
แนวคิด Inside-Out Design งานออกแบบภายในและภายนอก ที่จะทำให้บ้านของคุณน่าอยู่มากขึ้น
นักออกแบบหลาย ๆ คนอาจเคยติดอยู่กับแนวคิดที่ว่า ‘งานออกแบบภายใน และออกแบบภายนอกเป็นคนละส่วนกัน’ มานานมาก จนบางครั้งก็เหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นมากั้นความคิดสร้างสรรค์ของเราไปจนหมด แต่ในปัจจุบันนี้ แนวคิดนั้นกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า “Inside-Out Design” ที่เป็นการผสมผสานระหว่างงานออกแบบภายในและภายนอกเข้าไว้ด้วยกัน ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกเกี่ยวกับแนวคิดนี้กันว่าคืออะไร มีจุดเด่นอย่างไร และมีตัวอย่างในการนำแนวคิดนี้ไปใช้อย่างไรบ้าง ไปดูกัน
แนวคิด Inside-Out Design คืออะไร?
ในโลกของการออกแบบสถาปัตยกรรมยุคใหม่ เหล่านักออกแบบกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ ที่เคยแบ่งแยกพื้นที่ ภายใน (Inside) และภายนอก (Outside) ออกจากกันอย่างชัดเจน ด้วยแนวคิดที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมอย่างมากในตอนนี้คือ แนวคิด “Inside-Out Design” หรือการออกแบบจากภายในสู่ภายนอก ซึ่งเป็นปรัชญาที่มุ่งเน้นการสร้างความกลมกลืนอย่างไร้รอยต่อระหว่างพื้นที่ทั้งสองส่วนนี้ เพื่อมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ลื่นไหล เป็นธรรมชาติ และตอบโจทย์ชีวิตจริงที่สุด
ซึ่งแนวคิดนี้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่เรื่องของความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง สามารถดึงศักยภาพของพื้นที่ให้ออกมามีประสิทธิภาพสูงสุดได้ ไม่ว่าจะเป็นการรับแสงธรรมชาติ หรือการจัดวางฟังก์ชันใช้งานที่ขยายขอบเขตจากภายในบ้านออกไปสู่สวนหรือระเบียงได้อย่างลงตัว
3 จุดเด่นที่ทำให้แนวคิด Inside-Out Design ได้รับความนิยม
หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้ คือการลบเลือนเส้นแบ่งที่ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่า “ทุกพื้นที่คือส่วนหนึ่งของกันและกัน” โดยมีหลักการสำคัญที่นักออกแบบทุกคนต้องใส่ใจ ดังนี้
1. การเชื่อมโยงพื้นที่อย่างไร้รอยต่อ
จุดเด่นนี้คือหัวใจหลักของแนวคิดนี้เลยทีเดียว โดยจะเป็นการใช้เทคนิคต่าง ๆ เพื่อให้พื้นที่ทั้งดูเชื่อมต่อกัน เช่น การเลือกใช้วัสดุปูพื้นชนิดเดียวกัน หรือแผ่นไม้ที่ทอดยาวจากห้องนั่งเล่นออกไปยังเฉลียงภายนอก เป็นต้น
2. การใช้วัสดุและโทนสีที่สอดคล้องกัน
องค์ประกอบทั้งภายในและภายนอกจะต้องมีความสอดคล้องกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น การเลือกใช้วัสดุที่ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกัน เช่น ไม้โทนสีอบอุ่น หรือหินธรรมชาติที่เน้นความดิบ โดยนำมาใช้ทั้งในส่วนของผนังภายในและส่วนของภายนอกด้วย
3. การออกแบบแสงและเงา
ในแนวคิดการออกแบบ “Inside-Out Design” เราไม่ได้จำกัดแค่เรื่องของแสงภายในบ้านครับ แต่ยังเน้นเรื่องของการควบคุมแสงธรรมชาติ (Daylight) ให้เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการออกแบบด้วย โดยนักออกแบบจะทำการวางตำแหน่งของช่องแสง หรือหน้าต่างบานใหญ่ เพื่อให้แสงส่องเข้ามาได้อย่างทั่วถึงตลอดวัน และคำนวณทิศทางของแสงและเงาที่ตกกระทบ เพื่อช่วยสร้างมิติและบรรยากาศที่น่าสนใจให้กับพื้นที่ เปลี่ยนให้แสงกลายเป็นวัสดุตกแต่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์
3 เทคนิคสำคัญที่นักออกแบบแนวคิด Inside-Out Design ตัวจริงต้องรู้
1. การเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะสม ยืดหยุ่นและทนทาน
การเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะสม จะเป็นตัวเชื่อมให้พื้นที่ทั้งสองเข้ากันได้อย่างลงตัว โดยต้องมองหาเฟอร์นิเจอร์ที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถใช้งานได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร และตัววัสดุจะต้องมีความทนทานต่อสภาพอากาศภายนอกได้ดีด้วย เช่น ไม้เทียมคุณภาพสูง หรือหวายสังเคราะห์ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีดีไซน์ที่สวยงามและสบายตาเหมือนเฟอร์นิเจอร์ภายใน เพื่อให้การเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่เป็นไปอย่างราบรื่นไม่มีสะดุด
2. การวางผังพื้นที่อย่างชาญฉลาด มุ่งเน้นการใช้งานจริง
การวางผังพื้นที่อย่างชาญฉลาด เป็นหัวใจสำคัญในการกำหนดทิศทางการใช้งาน โดยนักออกแบบจะต้องคำนึงถึงการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันเป็นหลัก และพยายามวางผังให้ห้องที่มีปฏิสัมพันธ์กับภายนอกมากที่สุด เช่น ห้องนั่งเล่น ห้องทานอาหาร หรือห้องครัว ให้ตั้งอยู่ใกล้กับสวนหรือพื้นที่เปิดโล่งภายนอก และทำการติดตั้งประตูบานเลื่อนขนาดใหญ่ หรือผนังกระจกที่สามารถเปิดพับเก็บได้ เพื่อช่วยให้เราสามารถขยายพื้นที่ใช้งานออกไปภายนอกได้อย่างสะดวกสบาย และรวดเร็ว
3. การใช้พืชและสวนเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ
ไม่มีอะไรที่เชื่อมต่อพื้นที่ระหว่างภายในและภายนอกได้ดีเท่ากับการนำธรรมชาติมาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ ดังนั้น เราจึงไม่ควรปล่อยให้พืชอยู่แค่ภายนอก แต่ให้นำองค์ประกอบของธรรมชาติเข้ามาสู่ภายในด้วย เช่น การจัดสวนแนวตั้ง หรือการวางต้นไม้ขนาดใหญ่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยเสริมความรู้สึกกลมกลืนระหว่างโลกภายในและภายนอกอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้แนวคิด Inside-Out Design ในงานสถาปัตยกรรม
- บ้านพักอาศัย (Residential) : นำแนวคิด Inside-Out Design มาใช้โดยเน้นการออกแบบให้พื้นที่ภายในเชื่อมต่อกับลานหรือสวนหลังบ้าน ด้วยประตูบานเลื่อนกระจกใส ทำให้มองเห็นวิวธรรมชาติได้ตลอดเวลา เป็นการขยายพื้นที่ใช้สอยและนำความสงบของธรรมชาติเข้าสู่ชีวิตประจำวัน
- ร้านอาหารและคาเฟ่ : นำแนวคิด Inside-Out Design มาใช้โดยออกแบบพื้นที่ให้มีความต่อเนื่องกัน เช่น การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์และโทนสีเดียวกัน เพื่อสร้างบรรยากาศที่โปร่งโล่ง สบาย และเชื้อเชิญให้ลูกค้าเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ได้อย่างราบรื่น
- รีสอร์ทและโรงแรม (Hospitality) : นำแนวคิด Inside-Out Design มาใช้โดยออกแบบห้องพักให้สามารถเปิดออกสู่ระเบียง หรือสระว่ายน้ำได้โดยตรง เพื่อทำให้ผู้เข้าพักรู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติ และได้รับประสบการณ์การพักผ่อนที่ผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแนวคิด Inside-Out Design
1. แนวคิด Inside-Out Design คืออะไรในทางสถาปัตยกรรม?
เป็นการออกแบบที่เชื่อมโยงพื้นที่ภายในและภายนอกอาคารให้กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่า ขอบเขตของห้องถูกขยายออกไปยังพื้นที่สวนหรือระเบียงด้วย
2. เทคนิคหลักที่ใช้ในการเชื่อมโยงพื้นที่ภายในและภายนอกคืออะไร?
มักเลือกใช้เทคนิคการสร้างช่องเปิดขนาดใหญ่อย่างประตูหรือหน้าต่างที่เชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ภายในและภายนอก และเลือกใช้วัสดุที่มีพื้นผิวที่ต่อเนื่องกัน เพื่อสร้างความสมดุลและไม่ทำให้รู้สึกว่าแต่ละพื้นที่ไม่เชื่อมต่อกัน
3. การออกแบบ Inside-Out ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับบ้านอย่างไร?
ช่วยเพิ่มความน่าอยู่ และคุณภาพของพื้นที่ที่ถูกใช้งานอย่างเต็มที่ เพราะการทำให้บ้านดูโปร่งโล่งและได้รับแสงธรรมชาติเต็มที่ จะช่วยสร้างความรู้สึกหรูหราและขยายพื้นที่ใช้งานให้คุ้มค่าที่สุด
4. ในการออกแบบ ต้องคำนึงถึง "ฟังก์ชัน" ของเฟอร์นิเจอร์ภายนอกอย่างไร?
ต้องเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ทนต่อสภาพอากาศได้ดี และมีดีไซน์ที่เข้ากันกับภาพรวมของการออกแบบทั้งภายในและภายนอก เพื่อให้เวลาที่เมื่อมองจากด้านในออกไปแล้ว ยังคงรักษารสนิยมและ Mood & Tone เดียวกันไว้ได้อย่างสมบูรณ์
5. นักออกแบบควบคุมแสงและมุมมองในการผสานพื้นที่อย่างไร?
ควบคุมด้วยการใช้องค์ประกอบต่าง ๆ ที่ช่วยในการบังแดด เช่น กันสาด หรือระแนง เพื่อกรองแสงจ้าไม่ให้เข้าสู่ภายในมากเกินไป ในขณะเดียวกันก็จัดเฟรมมุมมองให้ผู้ใช้งานมองเห็นทัศนียภาพภายนอกที่สวยงามที่สุดได้
MASTERTEXTURE ผสมผสานงานออกแบบด้วยแนวคิด Inside-Out Design เพื่อให้ทุกตารางนิ้วที่ใช้สอย ตอบโจทย์การอยู่อาศัยอย่างแท้จริง
สุดท้ายนี้ เพื่อให้ได้งานออกแบบตามแนวคิด Inside-Out Design ที่สวยงามและไร้รอยต่อ ย่อมต้องการเพื่อนคู่คิดที่มีวิสัยทัศน์และความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง หากคุณกำลังมองหาผู้ที่จะมาช่วยสานฝันให้พื้นที่ของคุณออกมาเป็นความจริง ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบอาคารใหม่ การตกแต่งภายในที่หรูหรา หรือการรีโนเวทที่พลิกโฉม ติดต่อมาหาเราได้เลยที่บริษัทออกแบบตกแต่งภายใน MASTERTEXTURE บริษัทตกแต่งภายในผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมชั้นนำ ที่ให้บริการแบบครบวงจร ทั้งงานออกแบบสถาปัตยกรรม งานตกแต่งภายใน รวมถึงการออกแบบรีโนเวท เราพร้อมที่จะให้คำแนะนำและดูแลคุณในทุกขั้นตอนของโครงการ ทุกรายละเอียดของการออกแบบจะสอดประสานกันอย่างลงตัวจากภายในสู่ภายนอก ช่วยให้การลงทุนในงานออกแบบนี้ ให้ผลลัพธ์ที่เหนือกว่าความคาดหวัง เพราะเราคือ บริษัทตกแต่งภายใน ที่เข้าใจในความเชื่อมโยงของทุกองค์ประกอบอย่างแท้จริง
การผสมผสานงานออกแบบภายในและภายนอก: แนวคิด “Inside-Out Design”
แนวคิด Inside-Out Design งานออกแบบภายในและภายนอก ที่จะทำให้บ้านของคุณน่าอยู่มากขึ้น
นักออกแบบหลาย ๆ คนอาจเคยติดอยู่กับแนวคิดที่ว่า ‘งานออกแบบภายใน และออกแบบภายนอกเป็นคนละส่วนกัน’ มานานมาก จนบางครั้งก็เหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นมากั้นความคิดสร้างสรรค์ของเราไปจนหมด แต่ในปัจจุบันนี้ แนวคิดนั้นกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า “Inside-Out Design” ที่เป็นการผสมผสานระหว่างงานออกแบบภายในและภายนอกเข้าไว้ด้วยกัน ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกเกี่ยวกับแนวคิดนี้กันว่าคืออะไร มีจุดเด่นอย่างไร และมีตัวอย่างในการนำแนวคิดนี้ไปใช้อย่างไรบ้าง ไปดูกัน
แนวคิด Inside-Out Design คืออะไร?
ในโลกของการออกแบบสถาปัตยกรรมยุคใหม่ เหล่านักออกแบบกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ ที่เคยแบ่งแยกพื้นที่ ภายใน (Inside) และภายนอก (Outside) ออกจากกันอย่างชัดเจน ด้วยแนวคิดที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมอย่างมากในตอนนี้คือ แนวคิด “Inside-Out Design” หรือการออกแบบจากภายในสู่ภายนอก ซึ่งเป็นปรัชญาที่มุ่งเน้นการสร้างความกลมกลืนอย่างไร้รอยต่อระหว่างพื้นที่ทั้งสองส่วนนี้ เพื่อมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ลื่นไหล เป็นธรรมชาติ และตอบโจทย์ชีวิตจริงที่สุด
ซึ่งแนวคิดนี้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่เรื่องของความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง สามารถดึงศักยภาพของพื้นที่ให้ออกมามีประสิทธิภาพสูงสุดได้ ไม่ว่าจะเป็นการรับแสงธรรมชาติ หรือการจัดวางฟังก์ชันใช้งานที่ขยายขอบเขตจากภายในบ้านออกไปสู่สวนหรือระเบียงได้อย่างลงตัว
3 จุดเด่นที่ทำให้แนวคิด Inside-Out Design ได้รับความนิยม
หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้ คือการลบเลือนเส้นแบ่งที่ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่า “ทุกพื้นที่คือส่วนหนึ่งของกันและกัน” โดยมีหลักการสำคัญที่นักออกแบบทุกคนต้องใส่ใจ ดังนี้
1. การเชื่อมโยงพื้นที่อย่างไร้รอยต่อ
จุดเด่นนี้คือหัวใจหลักของแนวคิดนี้เลยทีเดียว โดยจะเป็นการใช้เทคนิคต่าง ๆ เพื่อให้พื้นที่ทั้งดูเชื่อมต่อกัน เช่น การเลือกใช้วัสดุปูพื้นชนิดเดียวกัน หรือแผ่นไม้ที่ทอดยาวจากห้องนั่งเล่นออกไปยังเฉลียงภายนอก เป็นต้น
2. การใช้วัสดุและโทนสีที่สอดคล้องกัน
องค์ประกอบทั้งภายในและภายนอกจะต้องมีความสอดคล้องกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น การเลือกใช้วัสดุที่ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกัน เช่น ไม้โทนสีอบอุ่น หรือหินธรรมชาติที่เน้นความดิบ โดยนำมาใช้ทั้งในส่วนของผนังภายในและส่วนของภายนอกด้วย
3. การออกแบบแสงและเงา
ในแนวคิดการออกแบบ “Inside-Out Design” เราไม่ได้จำกัดแค่เรื่องของแสงภายในบ้านครับ แต่ยังเน้นเรื่องของการควบคุมแสงธรรมชาติ (Daylight) ให้เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการออกแบบด้วย โดยนักออกแบบจะทำการวางตำแหน่งของช่องแสง หรือหน้าต่างบานใหญ่ เพื่อให้แสงส่องเข้ามาได้อย่างทั่วถึงตลอดวัน และคำนวณทิศทางของแสงและเงาที่ตกกระทบ เพื่อช่วยสร้างมิติและบรรยากาศที่น่าสนใจให้กับพื้นที่ เปลี่ยนให้แสงกลายเป็นวัสดุตกแต่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์
3 เทคนิคสำคัญที่นักออกแบบแนวคิด Inside-Out Design ตัวจริงต้องรู้
1. การเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะสม ยืดหยุ่นและทนทาน
การเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะสม จะเป็นตัวเชื่อมให้พื้นที่ทั้งสองเข้ากันได้อย่างลงตัว โดยต้องมองหาเฟอร์นิเจอร์ที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถใช้งานได้ทั้งภายในและภายนอกอาคาร และตัววัสดุจะต้องมีความทนทานต่อสภาพอากาศภายนอกได้ดีด้วย เช่น ไม้เทียมคุณภาพสูง หรือหวายสังเคราะห์ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีดีไซน์ที่สวยงามและสบายตาเหมือนเฟอร์นิเจอร์ภายใน เพื่อให้การเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่เป็นไปอย่างราบรื่นไม่มีสะดุด
2. การวางผังพื้นที่อย่างชาญฉลาด มุ่งเน้นการใช้งานจริง
การวางผังพื้นที่อย่างชาญฉลาด เป็นหัวใจสำคัญในการกำหนดทิศทางการใช้งาน โดยนักออกแบบจะต้องคำนึงถึงการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันเป็นหลัก และพยายามวางผังให้ห้องที่มีปฏิสัมพันธ์กับภายนอกมากที่สุด เช่น ห้องนั่งเล่น ห้องทานอาหาร หรือห้องครัว ให้ตั้งอยู่ใกล้กับสวนหรือพื้นที่เปิดโล่งภายนอก และทำการติดตั้งประตูบานเลื่อนขนาดใหญ่ หรือผนังกระจกที่สามารถเปิดพับเก็บได้ เพื่อช่วยให้เราสามารถขยายพื้นที่ใช้งานออกไปภายนอกได้อย่างสะดวกสบาย และรวดเร็ว
3. การใช้พืชและสวนเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ
ไม่มีอะไรที่เชื่อมต่อพื้นที่ระหว่างภายในและภายนอกได้ดีเท่ากับการนำธรรมชาติมาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ ดังนั้น เราจึงไม่ควรปล่อยให้พืชอยู่แค่ภายนอก แต่ให้นำองค์ประกอบของธรรมชาติเข้ามาสู่ภายในด้วย เช่น การจัดสวนแนวตั้ง หรือการวางต้นไม้ขนาดใหญ่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยเสริมความรู้สึกกลมกลืนระหว่างโลกภายในและภายนอกอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้แนวคิด Inside-Out Design ในงานสถาปัตยกรรม
- บ้านพักอาศัย (Residential) : นำแนวคิด Inside-Out Design มาใช้โดยเน้นการออกแบบให้พื้นที่ภายในเชื่อมต่อกับลานหรือสวนหลังบ้าน ด้วยประตูบานเลื่อนกระจกใส ทำให้มองเห็นวิวธรรมชาติได้ตลอดเวลา เป็นการขยายพื้นที่ใช้สอยและนำความสงบของธรรมชาติเข้าสู่ชีวิตประจำวัน
- ร้านอาหารและคาเฟ่ : นำแนวคิด Inside-Out Design มาใช้โดยออกแบบพื้นที่ให้มีความต่อเนื่องกัน เช่น การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์และโทนสีเดียวกัน เพื่อสร้างบรรยากาศที่โปร่งโล่ง สบาย และเชื้อเชิญให้ลูกค้าเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ได้อย่างราบรื่น
- รีสอร์ทและโรงแรม (Hospitality) : นำแนวคิด Inside-Out Design มาใช้โดยออกแบบห้องพักให้สามารถเปิดออกสู่ระเบียง หรือสระว่ายน้ำได้โดยตรง เพื่อทำให้ผู้เข้าพักรู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติ และได้รับประสบการณ์การพักผ่อนที่ผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแนวคิด Inside-Out Design
1. แนวคิด Inside-Out Design คืออะไรในทางสถาปัตยกรรม?
เป็นการออกแบบที่เชื่อมโยงพื้นที่ภายในและภายนอกอาคารให้กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่า ขอบเขตของห้องถูกขยายออกไปยังพื้นที่สวนหรือระเบียงด้วย
2. เทคนิคหลักที่ใช้ในการเชื่อมโยงพื้นที่ภายในและภายนอกคืออะไร?
มักเลือกใช้เทคนิคการสร้างช่องเปิดขนาดใหญ่อย่างประตูหรือหน้าต่างที่เชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ภายในและภายนอก และเลือกใช้วัสดุที่มีพื้นผิวที่ต่อเนื่องกัน เพื่อสร้างความสมดุลและไม่ทำให้รู้สึกว่าแต่ละพื้นที่ไม่เชื่อมต่อกัน
3. การออกแบบ Inside-Out ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับบ้านอย่างไร?
ช่วยเพิ่มความน่าอยู่ และคุณภาพของพื้นที่ที่ถูกใช้งานอย่างเต็มที่ เพราะการทำให้บ้านดูโปร่งโล่งและได้รับแสงธรรมชาติเต็มที่ จะช่วยสร้างความรู้สึกหรูหราและขยายพื้นที่ใช้งานให้คุ้มค่าที่สุด
4. ในการออกแบบ ต้องคำนึงถึง "ฟังก์ชัน" ของเฟอร์นิเจอร์ภายนอกอย่างไร?
ต้องเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ทนต่อสภาพอากาศได้ดี และมีดีไซน์ที่เข้ากันกับภาพรวมของการออกแบบทั้งภายในและภายนอก เพื่อให้เวลาที่เมื่อมองจากด้านในออกไปแล้ว ยังคงรักษารสนิยมและ Mood & Tone เดียวกันไว้ได้อย่างสมบูรณ์
5. นักออกแบบควบคุมแสงและมุมมองในการผสานพื้นที่อย่างไร?
ควบคุมด้วยการใช้องค์ประกอบต่าง ๆ ที่ช่วยในการบังแดด เช่น กันสาด หรือระแนง เพื่อกรองแสงจ้าไม่ให้เข้าสู่ภายในมากเกินไป ในขณะเดียวกันก็จัดเฟรมมุมมองให้ผู้ใช้งานมองเห็นทัศนียภาพภายนอกที่สวยงามที่สุดได้
MASTERTEXTURE ผสมผสานงานออกแบบด้วยแนวคิด Inside-Out Design เพื่อให้ทุกตารางนิ้วที่ใช้สอย ตอบโจทย์การอยู่อาศัยอย่างแท้จริง
สุดท้ายนี้ เพื่อให้ได้งานออกแบบตามแนวคิด Inside-Out Design ที่สวยงามและไร้รอยต่อ ย่อมต้องการเพื่อนคู่คิดที่มีวิสัยทัศน์และความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง หากคุณกำลังมองหาผู้ที่จะมาช่วยสานฝันให้พื้นที่ของคุณออกมาเป็นความจริง ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบอาคารใหม่ การตกแต่งภายในที่หรูหรา หรือการรีโนเวทที่พลิกโฉม ติดต่อมาหาเราได้เลยที่บริษัทออกแบบตกแต่งภายใน MASTERTEXTURE บริษัทตกแต่งภายในผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมชั้นนำ ที่ให้บริการแบบครบวงจร ทั้งงานออกแบบสถาปัตยกรรม งานตกแต่งภายใน รวมถึงการออกแบบรีโนเวท เราพร้อมที่จะให้คำแนะนำและดูแลคุณในทุกขั้นตอนของโครงการ ทุกรายละเอียดของการออกแบบจะสอดประสานกันอย่างลงตัวจากภายในสู่ภายนอก ช่วยให้การลงทุนในงานออกแบบนี้ ให้ผลลัพธ์ที่เหนือกว่าความคาดหวัง เพราะเราคือ บริษัทตกแต่งภายใน ที่เข้าใจในความเชื่อมโยงของทุกองค์ประกอบอย่างแท้จริง